|
X

Like us on facebook

รีวิวสินค้า  ย้อนกลับ

Blackwire Series หูฟังเพื่อการสื่อสารยุคใหม่



      เป็นที่ทราบกันดีว่า   เทรนด์ของการสื่อสารในยุคปัจจุบัน   ที่เรียกว่า VoIP ( Voice over IP ) หรือระบบการสนทนาจากโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นผ่านอินเทอร์เน็ต เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างโปรแกรมกับแอพฯที่เราใช้กันอย่างคุ้นเคย เช่น การสนทนาผ่าน Skype , Line call ที่มีอยู่ทั้งใน PC หรือ Mobile Phone โปรแกรมการสนทนาเหล่านี้ล้วนใช้การสื่อสารและการเชื่อมต่อถึงกันผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น จริงๆแล้วภาคองค์กรธุรกิจชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ได้นำช่องทางการสื่อสารรูปแบบนี้มาใช้กันนานแล้ว แต่จะอยู่ในรูปแบบของการสื่อสารกันภายในองค์กรเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเข้าสู่ยุค 3G เฟื่องฟูขีดสุดจนตอนนี้พัฒนาไปถึง 4G การสื่อสารแบบ VoIP จึงถูกนำมาใช้กับทุกแพลทฟอร์ม มีใช้กันตั้งแต่ End User ธรรมดา ไปจนถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารรายใหญ่ อย่าง Cisco, Avaya หรือ Microsoft  ต่างก็พัฒนาโปรแกรมสำหรับการสื่อสารที่รวมการสื่อสารผ่านหลายช่องทางมารวม อยู่ในโปรแกรมๆเดียว จนตอนนี้ภาคองค์กรธุรกิจต่างๆ เริ่มมีการสื่อสารในรูปแบบที่เรียกว่า UC ( Unified Communications ) อย่างเต็มตัว
 

 

 




    UC คือ การผสมผสานกันระหว่างการสื่อสารแบบพูดคุยกันธรรมดา การพิมพ์โต้ตอบกันแบบ IM การส่งไฟล์ต่างๆหากันได้ ไปจนถึงพรีเซนเทชั่นระหว่างสาขาหรือระหว่างประเทศแบบเห็นหน้ากันเป็นกลุ่มๆ เลยก็ยังได้ ทุกอย่างนี้ทำได้โดยผ่านโปรแกรมบน PC หรือแอพพลิเคชั่นบนมือถือเพียงตัวเดียว

 



      บทความครั้งก่อน   UC HEADSETS เลือก Headset ที่ครอบคลุมการสื่อสารหลายช่องทาง  เป็นการแนะนำหูฟังเลือกใช้ UC HEADSETS ในแต่ละหมวดแบบรวมๆ ทั้งแบบมีสายและไร้สาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหูฟังรุ่น Blackwire Series รวมอยู่ด้วย คราวนี้ขอโฟกัสกันที่หูฟัง Blackwire Series อย่างเดียวเลยนะครับ เพราะหูฟังตระกูลนี้มีให้เลือกใช้งานหลากหลาย ทั้งหูฟังแบบมีสาย และแบบไฮบริด ( ไร้สาย+มีสายในหูฟังตัวเดียวกัน )  แต่โดยรวมการเชื่อมต่อใช้งานค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน คือ เป็นการเชื่อมต่อแบบ USB แต่ก็อาจจะมีบางรุ่นของ Blackwire ที่มีการเชื่อมต่อเฉพาะตัว อย่าง 3.5mm. หรือ Bluetooth ก็มีให้เลือกใช้งานเหมือนกัน ส่วนการใช้งานและฟีเจอร์หลักๆยังคงมีเหมือนกันในทุกรุ่นของ Blackwire เช่น ไมโครโฟนที่ตัดเสียงรบกวน ( Noise Cancelling Microphone ), การเลือกโปรไฟล์ของเสียงหูฟังให้อัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานเปลี่ยนการโหมดจากการฟังสื่อมัลติมีเดียไปสู่การสนทนาทางโทรศัพท์ ( Dynamic EQ )  โดยที่หูฟัง Blackwire จะแบ่งออกตามความเหมาะสมของการใช้งานที่ต่างกัน แยกเป็นกลุ่มการใช้งานด้วยตัวเลขที่เข้าใจง่าย ได้แก่ Blackwire 200, 300, 400, 500 และ 700 ตามลำดับ เรามาไล่เรียงกันทีละตัวเลยนะครับ

 

     Blackwire 200 Series แบ่งออกได้ 2 รุ่น   คือ Blackwire 215 เป็นหูฟังลำโพงข้างเดียว สลับใช้งานได้ทั้งข้างซ้ายและขวา อีกรุ่นคือ Blackwire 225 หูฟังที่มีลำโพงสองข้างซ้ายขวาให้เสียงในระบบสเตอริโอ โดยที่ทั้งสองรุ่นนี้มีการเชื่อมต่อการใช้งานที่แตกต่างจาก Blackwire Series รุ่นอื่นๆ คือ สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ โดยใช้แจ็คขนาด 3.5 mm. ที่อยู่ตรงปลายสายของหูฟังรองรับการใช้งานได้ทั้ง Mobile Phone, Tablet ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝั่ง iOS หรือ Android ก็ใช้หูฟัง Blackwire 200 นี้ได้เช่นกัน มีปุ่มควบคุมการใช้งานอยู่บนสาย เช่น ปุ่มกดรับ/วางสาย, ปุ่มปิดเสียงไมค์ และแถบเลื่อนระดับเสียงสนทนา ( Volume ) ซึ่งทดลองกับมือถืออย่าง iPhone 6 และ Galaxy Note 4 แล้ว สามารถใช้งานได้ทุกปุ่ม

     Blackwire 200 ทั้งสองรุ่นนี้ยังสามารถนำไปใช้งานกับ Laptop รุ่นใหม่ๆ ที่มีพอร์ทเชื่อมต่อแบบสมอล์ทอล์ค 3.5mm. ได้เช่นกัน เพื่อใช้สนทนากับ UC Applications ต่างๆได้ แต่ความสามารถทางด้านการรับสายสนทนาที่หูฟังจะใช้งานไม่ได้นะครับ ทำได้แค่การปิดเสียงไมค์และการปรับระดับเสียงสนทนาที่สายเท่านั้น เพราะปุ่มต่างๆบนหูฟังรุ่นนี้ออกแบบมาเฉพาะให้ใช้กับอุปกรณ์พกพาอย่าง Smart Phone และ Tablet เท่านั้น เป็นหูฟังที่เหมาะกับผู้ที่ติดอยู่กับ Smart Device หรือ Tablet ที่ต้องการเพียงแค่การใช้งานรับสาย โทรออก และฟังไฟล์เสียงหรือคลิปวิดีโอบ้างจากหูฟังแบบมีสายกับอุปกรณ์พกพาที่ตัวเองมีอยู่

 

     BlackWire 300 Series แบ่งย่อยได้ 4  รุ่นด้วยกัน ตั้งแต่ Blackwire 310/320 และ Blackwire 315/325 มีทั้งลำโพงข้างเดียวและสองข้าง

       Blackwire 310/320  รูปร่างน่าตาคล้ายกับ Blackwire 200 ทุกอย่าง แต่จะต่างกันตรงที่ปลายสายเชื่อมต่อเป็นแบบ USB เน้นใช้งานกับ PC/Laptop เป็นหลัก และอีกจุดคือปุ่มควบคุมการทำงานทางด้านเสียงที่เป็นปุ่มกดทั้งหมด ทั้ง volume, mute และ answer/end call  รองรับกับ UC Applications ทุกแบรนด์



      เป็นหูฟังแนะนำสำหรับผู้ใช้งานระดับ New Entry ที่เริ่มใช้งานหูฟัง Headset เป็นครั้งแรก หรือสำหรับองค์กรต่างๆที่ต้องการหูฟังที่คุ้มค่าทั้งในเรื่องของการใช้งานคุณภาพและราคา



      Blackwire 315/325  สำหรับรุ่นนี้มีอะไรที่มากกว่า Blackwire 310/320 คือ เป็นหูฟัง Headset แบบ Hybrid ที่บอกว่าเป็นหูฟังแบบ Hybrid ก็เพราะว่า Headset รุ่นนี้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ทั้ง USB และ 3.5 mm. รวมอยู่ในหูฟังตัวเดียวกัน กล่าวคือ หากเรานั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ มี Laptop ที่ลง UC Applications ไว้เพื่อรับสายจากภายในบริษัท ก็ใช้การเชื่อมต่อแบบ USB ของ Blackwire 315/325 ได้เลย แต่หากต้องการโทรออกไปหาลูกค้าภายนอกหรือสมาชิกในครอบครัวผ่านมือถือ เพียงแค่ดึงสายเคเบิลตรงจุดเชื่อมต่อของรีโมทควบคุมที่หูฟัง สายที่ดึงออกมาจะเป็นหัวแจ็คเชื่อมต่อขนาด 3.5 mm. เพื่อนำไปเสียบใช้งานที่พอร์ทเชื่อมต่อหูฟังบนมือถือได้เลย ส่วนสาย USB ก็ให้เสียบทิ้งไว้อยู่กับพอร์ท USB ของ Laptop ไว้อย่างนั้น  เวลาที่สนทนากับมือถือเสร็จเราสามารถนำปลายสาย 3.5 mm. มาเสียบตรงจุดเชื่อมต่อเดิมที่เราดึงออามาเมื่อกี้เพื่อใช้งานกับ Laptop ได้เลยทันที ง่ายๆแค่นี้ก็สามารถสลับใช้งานระหว่างมือถือกับ Laptop ได้แล้วครับ

 



Blackwire 400 Series มีแค่รุ่นเดียว   คือ Blackwire 435 ซึ่งมีดีไซน์ที่แปลกตาไม่เหมือนกับหูฟังรุ่นอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน มาพร้อมกับลำโพงขนาด 2 ข้างขนาดเล็กแบบหูฟังสมอล์ทอล์ค และก้านไมโครโฟนที่ติดอยู่กับลำโพงฝั่งซ้าย ความพิเศษของรุ่นนี้ คือ เป็นหูฟังขนาดเล็ก เน้นเรื่องความคล่องตัวในการใช้งาน พกพาสะดวกด้วยกล่องเก็บเล็กกระทัดรัด จะใส่หูฟังแบบเกี่ยวหูเพื่อเพิ่มความกระชับของการใส่ก็ทำได้ หรืออยากใส่แบบสบายๆไม่อึดอัดก็ถอดก้านเกี่ยวหูฟัง ( Ear Loop ) ทั้งสองข้างออก มีปุ่มควมคุมการทำงานอยู่บนสายหูฟังเหมือนกับ Blackwire ทุกรุ่น ความพิเศษเฉพาะตัวอีกอย่าง คือ เราสามารถถอดหูฟังข้างขวา ( ข้างที่ไม่มีไมค์ ) ออกได้ เพื่อใช้งานแบบหูฟังข้างเดียวพร้อมไมค์ หูฟัง Blackwire 435 จะเหมาะกับผู้ที่ต้องมีการย้ายโต๊ะทำงาน หรือออกไปทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ หูฟังรุ่นนี้ตอบโจทย์เลยครับ

 

มาถึง Series 500 กันบ้าง    กับ Blackwire 510/520 ที่มีทั้งแบบหูฟังลำโพงข้างเดียวอย่างรุ่น 510 และลำโพงสองข้างแบบสเตอริโอกับ 520 มีการเชื่อมต่อแบบ USB เพิ่มระดับความหรูหราด้วยวัสดุที่นำมาใช้ทำหูฟังรุ่นนี้  โดยวัสดุที่ใช้หุ้มลำโพงและที่คาดศีรษะทำจากหนังสังเคราะห์ หุ้มไปบนวัสดุที่เรียกว่า Memory Foam เพิ่มความนุ่มสบายให้แก่ผู้ที่สวมใส่ใช้งาน  ใส่ความสามารถของหูฟังบลูทูธลงไปอย่าง Smart Sensor ที่ทำให้ผู้ใช้งานรับสายสนทนาจาก UC Application ได้เพียงแค่สวมหูฟังไปที่ศีรษะก็เป็นการรับสายให้อัตโนมัติทันที หรือจะกดรับสายจากปุ่มกดควบคุมการใช้งานบนสายหูฟังก็ได้ เพิ่มลูกเล่นด้านการใช้งานให้สมกับความเป็นหูฟังระดับ Mid-level  หูฟัง 
 



     Blackwire 500 จึงเหมาะกับ  กลุ่มที่ต้องการความพรีเมี่ยมในตัวสินค้า ชอบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่ซ้ำใครอย่างการรับสายอัตโนมัติด้วย Smart Sensor

 


 

    ปิดท้ายด้วย Headset รุ่นท็อปสุด   ของ Blackwire Series กับ Blackwire 710/720 แบ่งออกเป็นรุ่นที่มีหูฟังข้างเดียวและสองข้างเช่นเดียวกับหูฟัง Blackwire รุ่นอื่นๆ ลักษณะทางกายภาพภายนอกและวัสดุที่นำมาใช้ทำหูฟังไม่แตกต่างกับ Blackwire 500 หรือจะเป็นฟังก์ชั่น Smart Sensor ก็ถูกใส่มาให้เช่นเดียวกัน  แต่ฟังก์ชั่นที่ Blackwire 500 ไม่มีแต่ถูกใส่มากับ Blackwire 710/720 นั่นคือที่รีโมทปุ่มควบคุมการทำงานจะมี Built-in Bluetooth มาเพื่อให้สามารถใช้หูฟังตัวเดียวได้ทั้ง PC / Laptop พร้อมกับ Mobile Phone ได้พร้อมกัน  โดยที่รีโมทปุ่มควบคุมการทำงานหูฟังจะมีปุ่มแยกการใช้งานระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์มาให้ เมื่อมีสายสนทนาเข้ามาจากช่องทางไหน ก็ให้เรากดปุ่มรับสายให้ตรงกับช่องทางนั้น  โดยที่การใช้งานกับ PC/Laptop จะผ่านทางช่อง USB  ส่วนการใช้งานกับมือถือก็ให้ผ่านทางบลูทูธบิวท์อินที่อยู่บนรีโมท แต่การใช้งานหูฟังกับมือถือ ต้องทำการเชื่อมต่อกันผ่านฟังก์ชั่น Bluetooth บนมือถือก่อนนะครับ จึงจะสามารถใช้งานกับมือถือได้

     หูฟังในกลุ่มนี้จะเหมาะกับ  ผู้ใช้งานที่ต้องการมากไปกว่าหูฟังที่ใช้ในการสนทนาธรรมดา แต่ยังสามารถประยุกต์การใช้หูฟังไปใช้กับอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ไม่ว่าสายจะเข้ามาจากช่องทางไหน ก็ไม่พลาดการติดต่อแม้แต่ครั้งเดียวด้วยหูฟัง Blackwire 700 เพียงตัวเดียว

 

Blackwire Family Comparison Chart

 

    Blackwire Series ถูกแบ่งกลุ่มการใช้งานไว้เป็นอย่างดี   ด้วยพฤติกรรมการและความต้องการใช้งานหูฟังของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน  ความสามารถที่ต่างกันของหูฟังในแต่ละรุ่นจึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่ผู้ใช้มักจะเลือกนำมาตัดสินใจในการเลือกใช้เป็นอันดับแรกๆ ต่อมาก็คงจะเป็นเรื่องของแบรนด์การค้าว่ามีชื่อเสียงอยู่ในระดับที่ไว้วางใจได้มากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าแบรนด์อย่าง Plantronics เป็นชื่อที่การันตีได้ถึงหูฟัง Headset คุณภาพชั้นนำของโลก อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือเรื่องของการรับประกันสินค้า  Plantronics ได้มีการรับประกันสินค้าหูฟังในกลุ่มของ Blackwire Series อยู่ที่ 2 ปี นับจากวันที่ซื้อไปใช้งาน ถ้าพูดถึงเรื่องความคุ้มค่าต่อราคาและคุณภาพแล้ว นับว่า Blackwire Series สมกับราคาที่จ่ายไปอย่างแน่นอน

 


 
 

กด Add Friends ด้านล่าง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ และคุยกับเราได้ตลอด 24 ชม.

เพิ่มเพื่อน