|
X

Like us on facebook

รีวิวสินค้า  ย้อนกลับ

Voyager 5200 Series

Plantronics Voyager 5200

การกลับมาของหูฟังบลูทูธระดับโปรเฟสชันแนล Voyager Series ในชื่อรุ่นรหัสใหม่กับ Voyager 5200 ที่หันมาใช้เลขชุดรหัสเป็นชื่อรุ่นเหมือนเดิม ( Voyager 510, 520, 815, 855 ) แทนการใช้ชื่อเรียกเฉพาะ ( Voyager Pro, Pro HD, Legend, Focus ) กับความสามารถที่การันตีด้วยชื่อแบรนด์ plantronics ได้เลยว่าสมแก่การรอคอย ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มี lifestyle ที่ต้องพบกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมเสียงรบกวนต่างๆได้ ฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ๆที่ใส่มาให้แบบไม่มีกั๊ก  ลองมาดูกันครับว่าVoyager 5200 รุ่นใหม่นี้ มีอะไรเพิ่มมาบ้าง

 

 

ขอแนะนำอุปกรณ์ภายในกล่องที่ plantronics ใส่เข้ามาให้กันก่อนนะครับ ว่ามีอะไรกันบ้าง

1.สำคัญที่สุดเลยคือหูฟังบลูทูธนั่นเองครับ Voyager 5200 ที่ดูลักษณะทางกายภาพแล้วจะคล้ายๆกับ Voyager Legend อยู่เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันชัดเจนพอสมควร เช่น ส่วนของก้านไมโครโฟนที่ดูแข็งแรงขึ้น เล่นลายโครเมียมที่ก้านไมค์ดูหรูทีเดียว และมีการการย้ายตำแหน่งของปุ่มกดต่างไปจากเดิม

 

2.Micro USB Charge Cable หรือสายสำหรับชาร์จ Voyager 5200 และใช้เมื่อเวลาที่เราต้องการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เมื่อต้องการที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนค่าคอนฟิกต่างๆในแบบที่เราต้องการ หรืออัพเดทเฟิร์มแวร์ก็สามารถทำได้ผ่านสายเส้นนี้เช่นกัน และก็ยังมี Magnetic Charge ไว้ใช้กับ Docking หรือ Charge case

 

3.Eartips หรือหูเจลนุ่มๆ ที่ทำสีของเจลมาได้กลมกลืนกับตัวหูฟัง Voyager 5200 มาก มีทั้งหมด 3 ไซส์ S,M และก็ L เพิ่มความสปอร์ตด้วยแกนยึดหูเจลสีแดงด้านใน แต่จะมีแค่เฉพาะไซส์ M, L เท่านั้นนะครับ

 

- BluetoothV4.1 + EDR มาพร้อมกับ NFCที่ทำให้การเชื่อมต่อหูฟังกับอุปกรณ์ต่างๆ ง่ายดายยิ่งขึ้น

- เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้พร้อมกัน 2เครื่อง ไม่ว่าจะรับสายสนทนามือถือ หรือ Streaming วิดีโอ ผ่านแท็บเล็ต

- สนทนาได้ต่อเนื่อง 7 ชั่วโมง และรอรับสายได้นานถึง 9 วัน

- เพิ่มความแม่นยำในการตัดเสียงรบกวนด้วยไมโครโฟนถึง 4 ตัว ร่วมกับระบบเสียงแบบ DSP ( Digital Signal Processing )

- Smart Sensor™ Technology ทำให้การรับสายสนทนาได้อย่างอัตโนมัติ หรือไฟล์เสียงหยุดเล่นทันทีเมื่อถอดหูฟังออก

- รองรับ A2DP และ AVRCP ทำให้สามารถฟังเพลงหรือ Streaming ไฟล์เสียงต่างๆ ส่งผ่านมายังหูฟังบลูทูธได้โดยตรง และควบคุมการเล่นเพลงจากหูฟังได้ ( play/pause )

- เทคโนโลยีจาก P2i ที่ช่วยปกป้องหูฟังจากความชื้นได้เป็นอย่างดี

-Status alertsเลือกเสียงแจ้งเตือนสถานะการทำงานของหูฟังได้  17 ภาษา รวมถึง ภาษาไทย

- สามารถ Upgrade Firmware ผ่านมือถือได้ทันที เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้งานหูฟังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

- เปลี่ยนค่าการใช้งานหูฟังด้วยแอพพลิเคชั่น  plantronics HUB บนมือถือทั้ง iOS และ androidที่ช่วยให้เปิด/ปิดฟังก์ชั่นต่างๆได้สะดวกสบาย

- น้ำหนักของหูฟังเบาเพียง 20 กรัม สามารถสวมใส่ได้สบายตลอดวัน

 

      

 

เมื่อพูดถึงหูฟังบลูทูธ Voyager Series หลายๆคนจะนึกถึงระบบการตัดเสียงรบกวนที่ดีเยี่ยมเป็นอันดับแรก ลองลงมาคงจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ว่ากันด้วยการตัดเสียงรบกวนกันก่อน จุดขายของหูฟังรุ่น Voyager 5200 อยู่ที่การใส่จำนวนของไมโครโฟนมาให้ถึง 4 ตัว มากที่สุดสำหรับตลาดหูฟังบลูทูธในเวลานี้เลยล่ะครับ อาจกล่าวได้ว่าเป็น “ The best  for noise canceling ” เลยก็คงไม่ผิด ด้วยไมค์ 4 ตัว ที่ช่วยกันกรองและตัดเสียงรบกวนที่ดังเข้ามาจากหลายทางจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน นำมาประมวลผลด้วยไมโครโฟนควบคู่กับซอฟท์แวร์ DSP บอกได้เลยว่าเสียงที่ปลายทางยินนั้นช่างดีงามจริงๆ แถมด้วยการป้องกันเสียงลมที่ 6 ระดับ ที่จะช่วยตัดเสียงลมเมื่อคุณออกรอบตีกอล์ฟ หรือแม้กระทั่งยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ชายหาดริมทะเลได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย

 



และฟีเจอร์เด็ดอีกอย่างที่ถือเป็นความแปลกใหม่สำหรับวงการหูฟังบลูทูธบ้านเรา นั่นคือการแจ้งเตือนสถานะต่างๆของหูฟังเป็นเสียงพูดภาษาไทย เช่น “ รับสาย/ไม่รับสาย ” “ เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ 1แล้ว ” เป็นต้น  plantronics เห็นความสำคัญของภาษาหลักสำหรับประเทศที่มีการจำหน่ายชุดหูฟังของ plantronics ด้วยการใส่เสียงแจ้งเตือนต่างๆของหูฟังเป็นภาษาหลักที่ใช้ในประเทศนั้นๆ ถึง 17 ภาษา ซึ่งรวมไปถึงภาษาไทยของเราด้วย เมื่อได้ลองฟังเสียงผู้หญิง ( ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเสียงใคร 555 ) ที่คอยแจ้งเตือนสถานะการทำงานต่างๆของหูฟังเป็นภาษาบ้านเราอยู่ในหูฟัง มันรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเองเอามากๆ แม้การใช้คำสั่งเสียงจากผู้ใช้งานจะยังต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษอยู่ก็ตาม เช่น เมื่อมีสายเรียกเข้ามา Voyager 5200  จะแจ้งเตือนว่า “ รับสาย หรือ ไม่รับสาย ” เราก็ยังจะต้องพูดว่า “ answer ” เพื่อเป็นการรับสายนั่นเอง สำหรับผมคิดว่า plantronics ใส่ใจกับสิ่งเล็กๆน้อยๆแบบนี้ แต่เข้าถึงความรู้สึกของคนใช้งานได้อย่างดีเลยทีเดียว คิดว่าถ้าคุณได้ลองใช้ก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากผมเช่นกัน

 

สำหรับการชาร์จหูฟังบลูทูธที่อาจเคยเป็นปัญหาสำหรับบางท่านที่เคยใช้ Voyager Legend มาก่อน ที่ต้องใช้หัวปลั๊กชาร์จเป็นหัวปลั๊กเฉพาะของเค้าเลย  มารุ่นนี้ Voyager 5200 ได้กลับมาใช้ Micro USB Port เหมือนเดิมแล้ว ทำให้หมดปัญหาเรื่องสายชาร์จที่สามารถนำสาย Micro USB สำหรับอุปกรณ์อื่นมาใช้งานร่วมกันได้

อีกอย่างที่ Plantronics ได้ใส่มาให้ใน Bluetooth Headset Voyager 5200 ตัวนี้ คือ NFC ที่เดี๋ยวนี้มือถือรุ่นกลางๆไปจนถึงระดับบนจะมีฟังก์ชั่น NFC มาให้กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเชื่อมต่อหูฟังบลูทูธ Voyager 5200 กับมือถือที่มี NFC จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป แค่นำ Voyager 5200 กับมือถือมาแตะกันให้ตรงตำแหน่งของ NFC  บนอุปกรณ์นั้น ก็เชื่อมต่อกันได้ทันที

 

ระบบสั่งงานด้วยเสียงจะเปลี่ยนไปเป็นลักษณะสั่งงาน Siri, Google voice, หรือ Cortana ซึ่งในรุ่น Legend นั้นสามารถสั่ง ได้จากตัวหูฟังได้เลยแต่ก็ได้บางฟีเจอร์แถมบางฟีเจอร์ก็ถือเป็นรุ่นบุกเบิกของหูฟังบลูทูธ Plantronics เลยก็ได้ อย่าง ไมโครโฟนช่วยตัดเสียงรบกวน 4 ตัว หรือเสียงแจ้งเตือนสถานะการใช้งานเป็นภาษาไทย ซึ่งไม่แน่อาจจะเป็นมาตรฐานของหูฟังรุ่นเรือธงของ Plantronics ในอนาคต  อีกอย่างคือ ตามสไตล์ของหูฟังบลูทูธรุ่นท็อปของ Plantronics ที่เมื่อออกจำหน่ายมาสักระยะหนึ่ง ก็จะมีรุ่นที่สามารถนำไปใช้งานกับ PC/Laptop ตามออกมา ถ้าเข้าไปในเว็บไซต์  plantronics.com ก็จะเริ่มเห็นกันบ้างแล้วกับ Voyager 5200UC  ถ้าหากท่านใดที่ต้องการ การสื่อสารแบบครบวงจรทั้ง Mobile phone และ IP Softphone ในอนาคตสามารถตามไปอัพเกรดกันได้ครับ  ส่วนเรื่องการสนทนาจริงๆอยากให้คนที่เคยใช้ bluetooth headset รุ่นอื่นๆได้ลองด้วยตัวเองนะครับ  จะได้เข้าใจว่าที่ผมอธิบายมาทั้งหมดในรีวิวนี้มันไม่ได้เกินจริงเลย

 


และสิ่งที่เกิดมาคู่กันขอแนะนำอุปกรณ์เสริมสำหรับพกพาและสำรองแบตเตอรี่หูฟังไว้ใช้ในยามเดินทางที่ชื่อ “ Portable Power ”  ที่จำหน่ายแยกในราคา 1590 บาท เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้เป็นที่เก็บหูฟังพร้อมกับชาร์จแบตเตอรี่ให้หูฟัง บลูทูธไปในตัว กับอีกหน้าที่นึง คือ เป็นแท่นสำหรับวาง Voyager 5200 ไว้บนโต๊ะทำงาน ที่จะช่วยให้สวยหรูดูดีมีระดับมากเลยครับ

 

สำหรับการเป็นกล่องพกพาหูฟังที่เก็บแบตเตอรี่สำรองได้นั้น  สามารถเก็บแบตเตอรี่สำรองสำหรับชาร์จ Voyager 5200 ได้ถึง 2 รอบการชาร์จเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าปกติหูฟัง Voyager 5200 เวลาชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มแล้วจะมีระยะเวลาในการสนทนาต่อเนื่องอยู่ที่ 7 ชั่วโมง และเมื่อรวมกับการชาร์จผ่าน “ Portable Power ” แล้ว หูฟังจะมีชั่วโมงในการสนทนาต่อเนื่องได้เพิ่มขึ้นอีก 14 ชั่วโมงเลยทีเดียว มีปุ่มสำหรับเช็คปริมาณของแบตเตอรี่ทั้งหูฟังตัและที่ตัวกล่องเองว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ หากจำเป็นต้องเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำงานสัก 2 – 3 วัน พกแค่ “ Portable Power ” ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่สายชาร์จกับหัวปลั๊กลงในกระเป๋าเดินทางอีกต่อไป

 

อีกหนึ่งหน้าที่ของ “ Portable Power ” คือ เป็นแท่นสำหรับวางหูฟังบนโต๊ะทำงาน หรือ “ Docking Stand ” คือเมื่อเรานั่งทำงานหรือกำลังเซิร์ฟเน็ตอยู่บนโต๊ะทำงานหรือพื้นที่ ส่วนตัว สามารถวาง Voyager 5200ลงบนกล่องซึ่งตรงช่องสำหรับวางจะมีแถบแม่เหล็กคอยดูดในส่วนที่เป็นหน้า สัมผัสทองเหลืองให้ติดกับกล่อง ทำให้หูฟังตั้งอยู่ในแนวตรงไม่เอียงซ้ายขวา อีกอย่างเมื่อวางแล้วจะเป็นการชาร์จ Voyager 5200 ไปในตัวด้วย ตรงนี้เองที่ทำให้พลาดไม่ได้ที่จะต้องจัดทั้งเซ็ตไปเลยล่ะครับ


กด Add Friends ด้านล่าง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ และคุยกับเราได้ตลอด 24 ชม.

เพิ่มเพื่อน

 

สนใจสั่งซื้อ หรือข้อมูลอื่นๆของรุ่นนี้

 

วีดีโอ