|
X

Like us on facebook

รีวิวสินค้า  ย้อนกลับ

UC HEADSET เลือก Headset ที่ครอบคลุมการสื่อสารหลายช่องทาง


UC HEADSET เลือก Headset ที่ครอบคลุมการสื่อสารหลายช่องทาง

บทความแรกของปีนี้ขอหยิบเอาอุปกรณ์ชุดหูฟังของ Plantronics ในกลุ่มของ UC Headset  มาให้อ่านกันบ้าง เพราะผมไม่ค่อยได้กล่าวถึงอุปกรณ์ในหมวดนี้สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะหนักไปทาง Bluetooth Headset ซะมากกว่า หลักๆเลยจะขอแนะนำชุดหูฟังในบทความนี้กันไว้ 2 ซีรียส์  4 สไตล์ ซึ่งก็มีทั้งแบบไร้สายและแบบมีสาย สามารถนำไปใช้ได้ทั้งภายในออฟฟิศ หรือพกติดตัวนำไปใช้นอกสถานที่หรือในรถก็ยังได้ ลองมาดูกันครับ

 

Voyager Series

Voyager Edge UC

สองปีพอดี กับรีวิวหูฟังบลูทูธ Voyager Edge  รุ่นท็อปสุดของ Plantronics ในขณะนั้น จนวันนี้ก็ยังคงความน่าใช้อยู่เหมือนเดิม ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและฟีเจอร์ที่ใส่มาให้ครบครัน คราวนี้ Plantronics เอาใจคนทำงานหน้าจอคอมฯอย่างผมและคนที่ใช้ระบบโทรศัพท์แบบ IP Softphone ด้วยการออกหูฟังบลูทูธรุ่นใหม่ Voyager Edge UC ที่ใส่ความเป็น Working Smarter เข้ามาไว้ด้วยการเพิ่มตัว USB Dongle เพื่อให้สามารถใช้หูฟังบลูทูธ Voyager Edge ร่วมกับ PC/Laptop พร้อมกับการรอรับสายจากมือถือไปพร้อมๆกัน

 


ถ้ามองจากภายนอกอาจจะไม่เห็นถึงความแตกต่างของตัวหูฟังและอุปกรณ์ แต่ถ้าลองหยิบขึ้นมาพิจารณาจะพบว่ามีการซ่อนตัว USB Dongleไว้กับ Charging case อย่างแนบเนียน และยังคงความสะดวกในการพกพาไปใช้ในที่ต่างๆได้อย่างง่ายดายเช่นเดิม ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 9 กรัม ทำให้สวมใส่ได้ตลอดวันโดยไม่รู้สึกล้าหู และสำหรับ Charging case นั้นสามารถสำรองไฟไว้ชาร์จหูฟัง Voyager Edgeได้อีกถึง 2 รอบ นั่นแสดงว่าถ้าเราพก Voyager Edge UC ไปใช้ต่างจังหวัดสัก 2-3 วัน แค่พกเจ้า Charging case ไปตัวเดียวก็เอาอยู่ เผลอๆแบตเตอรี่มือถือเราอาจจะหมดก่อนด้วยซ้ำ

Voyager Edge UC รองรับการใช้งานทั้งเครื่อง Mac และ PC ไม่ว่า OS X หรือ Windows ก็ไม่มีปัญหาในการเชื่อมต่อหูฟังกับตัว USB Dongle เพิ่มความเสถียรทางด้านการเชื่อมต่อสัญญาณให้ดียิ่งกว่า Bluetooth onboard ทั่วไป แถมถ้าเป็นหูฟังพาร์ทที่รองรับกับ UC Applications หรือ IP Softphone ที่อยู่บนเครื่อง Mac และ PC แล้วล่ะก็ ยังสามารถกดรับวางสายที่หูฟัง  Voyager Edge ได้อีกด้วย แต่ต้องลง software ที่ชื่อว่า Plantronics HUB ด้วยนะครับ ถึงจะทำได้ครบทุกฟังก์ชั่นที่หูฟังมี ทีนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าสายจะเข้ามาจากมือถือ หรือ IP Softphone ก็กดรับและสนทนาได้ทันทีจากหูฟังเพียงตัวเดียว


 

Voyager Legend UC

อีกหนึ่งตำนานที่ยังคงโลดแล่นอยู่บนสังเวียน Bluetooth Headset มาอย่างยาวนานกับ  Voyager Legend  ด้วยความคมชัดของเสียงสนทนาที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงทั่วโลก การที่เป็นหูฟังบลูทูธที่มีระบบไมโครโฟนที่ตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างดีเยี่ยม การออกแบบให้มีการสวมใส่หูฟังที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยังคงเสน่ห์ให้ใครหลายคนอยากได้มาเป็นเจ้าของอยู่เรื่อยๆ

Voyager Legend UC
ที่ต้องมีคำว่า UC (Unified Communications) ต่อท้ายก็เพราะว่าได้เพิ่มความสามารถด้านการสนทนาผ่านระบบโทรศัพท์แบบ IP Softphone เข้ามาด้วย แล้วก็ถูกจับมาแต่งตัวใหม่ด้วยการเพิ่ม USB Dongle เข้ามาเสริมความสามารถ เพิ่มความคุ้มค่าให้หูฟังดูน่าใช้ขึ้นไปอีก ยังไม่พอครับเพราะในแพคเกจของ UC นี้ ได้ใส่อุปกรณ์เสริมเข้ามาให้ใช้งานอีกเพียบ ทั้ง Charging case ที่เป็นทั้งเคสพกพาหูฟังและสำรองแบตเตอรี่ไว้ชาร์จหูฟังได้อีก 2 รอบ และ Desktop Charge Stand แท่นชาร์จสวยๆไว้ตั้งโชว์และชาร์จหูฟังอยู่บนโต๊ะทำงาน

 

 

หูฟังไร้สายตระกูล Voyager Series ที่สามารถนำไปใช้กับ PC Softphone หรือโปรแกรมโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ได้มีแค่ 2 รุ่นด้านบนเท่านั้น แต่ยังมี

 

Voyager Focus UC หูฟัง On-ear ระบบเสียงเสตอริโอไร้สาย ที่พกฟังก์ชั่นโดนๆมาแบบเต็มพิกัด และขอแทรกด้วย Audio device ที่นอกเหนือจาก Voyager series  สำหรับใครที่ต้องการหา Speakerphone ไปใช้ทำ Mini meeting สักชุด แนะนำเลยครับกับ

 

Calisto 620 ที่เหนือชั้นด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย พกพาสะดวก เคลื่อนย้ายไปสถานที่ประชุมห้องอื่นๆได้ง่าย และยังรองรับการเชื่อมต่อได้ 2อุปกรณ์พร้อมกัน

 

 

 

 

 

 

Blackwire 310/320

Blackwire 310/320 เป็นหูฟังในกลุ่ม UC Headset ที่แตกต่างจาก 2 รุ่นด้านบน  คือเป็นหูฟังแบบมีสายเชื่อมต่อกับ PC/Laptop โดยใช้การเชื่อมต่อมาตรฐาน USB รองรับทั้ง USB 2.0 และ 3.0 สามารถเลือกการสวมใส่ได้สองแบบ ไม่ว่าจะเป็นหูฟังแบบลำโพงข้างเดียวที่นิยมใช้กันทั่วไปอย่าง Blackwire 310 หรือสำหรับงานที่ต้องการสมาธิในการสนทนาก็ต้องใช้รุ่นที่มีลำโพงสองข้างซ้ายขวาอย่าง Blackwire 320 ที่รองรับระบบเสียงสเตอริโออีกด้วย



วัสดุที่นำมาใช้ผลิต

Blackwire 310/320 เมื่อเทียบกับหูฟัง UC Headsetในตลาดเดียวกัน  การันตีได้เลยถึงรูปร่างหน้าตาที่ดูสวยงาม ความแข็งแรงทนทานกว่าหูฟังรุ่นอื่นๆในราคาที่เทียบเท่ากัน  ความยืดหยุ่น (Flexible) ของก้านไมโครโฟนที่สามารถดัดให้โค้งงอเข้าหาริมฝีปากได้เพื่อให้ปลายทางที่เราสนทนาด้วยได้ยินเสียงเราที่ชัดเจน  สามารถปรับขนาดที่คาดศีรษะได้ตามต้องการ ฟองน้ำที่นุ่มเมื่อสัมผัสกับใบหู และอีกหนึ่งอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ  Blackwire 310/320 รองรับการกดรับ/วางสายสนทนาได้ด้วยเช่นกัน กับ Remote call control ที่อยู่บนสายเคเบิ้ล

 

 

มีทั้งปุ่ม Volume สำหรับเพิ่ม/ลดเสียง, ปุ่ม Mute สำหรับปิดไมค์ฝั่งเราที่จะมีไฟแสดงสถานะเตือนเมื่อใช้งาน  และปุ่มสำหรับรับ/วางสาย เมื่อต้องการรับสายเรียกเข้าหรือจบการสนทนา ไม่ต้องเลื่อนเม้าส์ไปคลิ๊กที่หน้าจอโปรแกรมให้เสียเวลา

 

 

Blackwire 315/325

เป็นอีกรุ่นหนึ่งของ Blackwire 300 series ที่มองผ่านๆอาจจะเห็นว่าเหมือนหูฟังรุ่น Blackwire 310/320ทุกอย่าง แต่มีข้อแตกต่างกันอยู่พอสมควรเลยนะ คือ Blackwire 315/325 การใช้งานจะเป็นแบบหูฟังไฮบริดกล่าวคือ ปกติหูฟังรุ่น  Blackwire 310/320 จะมีสายเชื่อมต่อแบบ USB เป็นตัวเชื่อมต่อกับ PC/Laptop เพื่อใช้งานกับ IP Softphone อย่างเช่น Avaya, Cisco, Microsoft หรือ Skype for Business มาให้อย่างเดียว แต่หูฟัง Blackwire 315/325 ได้เพิ่มความสามารถของการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อย่าง Tablet, Mobile phone มาให้ โดยการเพิ่มการเชื่อมต่อแบบ 3.5mm. มาไว้ในตัว ที่สามารถใช้ได้ทั้ง USB เพื่อเชื่อมต่อกับ PC/Laptop หรือจะใช้สนทนากับ Tablet, Mobile phone ผ่านแจ็คขนาด 3.5mm. ก็ได้ ขึ้นอยู่ว่าขณะนั้นเราต้องการเลือกใช้การสนทนากับอุปกรณ์แบบใด

 

วิธีใช้งาน

คือหากเราต้องการใช้งานกับ PC/Laptop เพื่อสนทนาผ่านทาง IP Softphone เราก็ใช้ปลายสาย USB ของ Blackwire 315/ 325 ไปเสียบผ่านช่อง USB  ของเครื่องได้เลยโดยสามารถใช้งานปุ่ม Remote call control ที่อยู่บนสายเคเบิ้ลได้ทุกอย่าง แต่ถ้าต้องการนำ Blackwire 315/325 ไปใช้กับ Tablet หรือ Mobile phone ก็ให้เราดึงสายแจ็ค 3.5mm. ที่ซ่อนอยู่ใน Remote call control ฝั่งที่มีสัญลักษณ์ Headset ออกมา แล้วนำไปเสียบที่ช่องหูฟังแบบสมอลล์ทอล์คบนอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งานก็สามารถใช้ฟังหรือสนทนากับปลายทางได้ทันที

 

 

ส่วนความแตกต่างทางกายภาพอื่นๆที่เห็นได้ชัด ก็อย่างเช่น Blackwire 315/325 ได้ใส่ Ear Cushion แบบหนังมาให้เพิ่มความหรูหราและทนทานขึ้น (Blackwire 310/320 เป็นฟองน้ำนุ่มๆ) และในส่วนของลำโพง Blackwire 315/325 จะสามารถดัดองศาของลำโพงเพื่อการจัดเก็บใส่กระเป๋าพกพาได้ง่ายขึ้น (มีกระเป๋าพกพาแถมมาให้ด้วยนะ)

 


หูฟัง Headset สำหรับ UC Solutions ที่ได้แนะนำในบทความนี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของหูฟังในกลุ่ม UC Headset ซึ่งยังมี Headset อีกหลายรุ่นที่อยากแนะนำ แต่ขอติดไว้ก่อนนะครับ หูฟังในกลุ่มของ UC Headset  มีการรับประกันสินค้าอยู่ที่ 2 ปี เพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าของ Plantronics นั้นจะใช้ได้อย่างคุ้มค่าและยาวนานอย่างแน่นอน  อีกอย่างหูฟังทุกรุ่นในกลุ่ม UC Headset ของ Plantronics สามารถอัพเกรด Firmware ได้ทุกรุ่น เพื่อให้รองรับกับความสามารถของอุปกรณ์ที่จะนำไปใช้ร่วมกันได้ดีอยู่เสมอ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ให้ตรงกับงานและความต้องการขององค์กรและตัวผู้ใช้เอง ว่าชอบลักษณะการสวมใส่แบบไหน ต้องการความคล่องตัวในการใช้งานมากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องมีชุดหูฟังหรือ Audio device ไว้ Conference call ระหว่างประเทศในเวลาเร่งด่วนหรือไม่ หูฟังทั้งหมดในบทความนี้น่าจะตอบโจทย์คุณได้บ้างนะครับ wink


  รายละเอียดสินค้า 

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม